
| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||
26 สิงหาคม 2551ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาไทย ต่างยอมรับหลักสูตรของเรา ยังไม่สามารถรองรับเด็กมีความสามารถพิเศษได้ทุกประเภทและทุกระดับ ชี้ต้องเร่งจัดหลักสูตรรวมทั้งครูผู้มีความรู้เพื่อรองรับเด็กพิเศษเหล่านี้
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความสามารถ โดยรมว.ศธ.ได้ตั้งข้อสังเกตต่อที่ประชุมว่า วิธีการดู การคัดเลือกเด็กที่มีความพิเศษจะมีวิธีการอย่างไรบ้าง และสำหรับประเทศไทยแล้ว วิธีการเหล่านั้น มีมาตรฐานหรือไม่ ทั้งนี้ ศธ.จะดำเนินการเรื่องนี้ เพื่อให้สามารถดูแลเด็กที่มีความสามารถพิเศษ หรือเด็กเก่งให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว แม้ว่าเด็กเหล่านี้อาจจะมีความสลับซับซ้อนมากเพียงใด แต่การพัฒนาเด็กในบางด้านก็สามารถดำเนินการได้โดยที่ใช้งบประมาณไม่มากนัก เช่น การพัฒนาเด็กด้านศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ สำหรับปัญหาด้านการดำรงชีพและความเป็นอยู่ของเด็ก อาจจะทำได้สำหรับเด็กที่อยู่ในโรงเรียนประจำจังหวัดหรืออำเภอ ซึ่งเป็นโรงเรียนใหญ่ มีระบบและเครื่องมือ รวมทั้งครูอาจารย์รองรับได้ส่วนหนึ่ง แต่เด็กที่อยู่ในต่างจังหวัดหรือในท้องถิ่นห่างไกล โรงเรียนจะดำเนินการเพียงลำพังไม่ได้ ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องให้การดูแลและช่วยเหลือควบคู่ไปด้วย
ทั้งนี้ ขอให้คณะกรรมการชุดนี้ดำเนินการให้เกิดประโยชน์โดยเร็ว เพราะคณะกรรมการทุกคนมีความรู้ และข้อมูลเพียงพอสำหรับดำเนินการแล้ว ศธ.จะเร่งประกาศนโยบายเพื่อส่งเสริมเด็กกลุ่มนี้ให้ได้มากที่สุด และเอื้ออำนวยต่อการดำเนินงานของคณะกรรมการ และจะเร่งผลักดันอย่างเต็มที่ เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ และดึงนำความสามารถของเด็กมาเพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ในความเป็นจริง ถ้าโรงเรียนให้ความใส่ใจเกี่ยวกับเด็กมีความสามารถพิเศษ ก็จะมีระบบไว้รองรับ แต่โรงเรียนปกติซึ่งเป็นโรงเรียนส่วนใหญ่ ยังไม่ได้มีระบบไว้รองรับเด็กเหล่านี้ จึงปล่อยให้เด็กเรียนร่วมกับเด็กทั่วไป อีกทั้งยังไม่มีความเข้าใจในตัวเด็กมากนัก จึงทำให้เด็กแสดงออกมาซึ่งความก้าวร้าว เพราะไม่ได้รับความเข้าใจ และไม่สามารถตอบสนองศักยภาพของเด็กที่มีอยู่ได้ ทำให้เด็กเบื่อหน่ายต่อการเล่าเรียนในระบบปกติ
ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า หลักสูตรของเรา ยังไม่สามารถรองรับเด็กมีความสามารถพิเศษได้ทุกประเภทและทุกระดับ และเด็กเหล่านี้ จะมีลักษณะที่พิเศษ คือ จะมีความเก่งเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น เช่น เด็กที่มีความเก่งด้านอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในระดับปริญญาตรี แต่อาจจะมีความสามารถด้านศิลปะแค่ชั้นอนุบาลเท่านั้น ขณะนี้กลไกของการศึกษาหรือหลักสูตร ได้ทำลายเด็กที่มีความสามารถพิเศษเป็นจำนวนมาก เพราะเด็กไม่ได้รับการพัฒนาที่ถูกวิธี จึงต้องการให้ ศธ. ประกาศนโยบายเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ เพราะยังมีบางด้านที่ทุกคนยังไม่ได้สัมผัส เช่น ความต้องการของเด็ก ความเครียดจากการอยู่ภายใต้กลไกของการเรียนเป็นระดับชั้น รวมถึงปัญหาและความทุกข์ของเด็กด้วย โดยในลำดับแรกจะต้องมีการแก้ไขกลไก และมีการช่วยเหลือเด็กอย่างเป็นระบบ ซึ่งรัฐบาลต้องให้การสนับสนุนภายใต้การจัดการที่ช่วยค้นหาเด็ก ต้องสร้างเครื่องมือ สภาพแวดล้อม กระบวนการ ให้เด็กได้แสดงออกมาซึ่งสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็ก จึงจะทำให้เราสามารถคัดแยกเด็กที่มีความสามารถพิเศษออกจากเด็กทั่วไปได้ ซึ่งระบบการศึกษาที่ดี ก็จะช่วยเป็นสื่อที่ใช้แสวงหาและพัฒนาเด็กเหล่านี้ได้
ดร.อรพินท์ สพโชคชัย ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมอัจฉริยภาพและนวัตกรรมการเรียนรู้ (สสอน.) กล่าวว่า สถาบันเป็นสื่อกลางเพื่อให้เห็นความต้องการของเด็ก และจะต้องมองเห็นปัญหาของเด็กด้วย โดยได้จัดตั้งศูนย์ต้นแบบวิจัยเชิงปฏิบัติการ ภายหลังจากการคัดเลือกเด็กที่มีความสามารถพิเศษแล้ว ก็จะนำเด็กมาเข้าร่วมกิจกรรมที่ศูนย์นี้ ซึ่งจะใช้เวลา ช่วงหนึ่ง โดยครูที่ร่วมทำกิจกรรมกับเด็ก จะต้องรู้และบอกได้ว่า เด็กมีความถนัดหรือเก่งด้านใด ซึ่งจะมีฐานต่างๆ ไว้รองรับ เช่น ฐานความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ฐานคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เพื่อวัดและประเมินความสามารถของเด็กอีกครั้ง
รศ.เฉลียวศรี พิบูลชล คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้นำเสนอผลงานวิจัย เรื่อง แนวทางการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ : บทเรียนจากต่างประเทศ ใจความตอนหนึ่งว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนได้จัดตั้งชั้นเรียนพิเศษในมหาวิทยาลัยเพื่อรองรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ โดยเปิดให้เด็กนักเรียนอายุไม่ต่ำกว่า ๑๕ ปี เข้าเรียน ใช้ระยะเวลาเรียน ๕ ปี ซึ่งในเวลา ๒ ปีแรก จะเป็นการเรียนวิชาพื้นฐาน ๒ ปีหลัง เป็นการเรียนวิชาเอกตามความต้องการของเด็ก โดยเด็กสามารถเรียนระดับปริญญาตรี-ปริญญาโทได้ และสามารถเรียนภาษาได้ถึง ๔ ภาษา ซึ่งกลไกการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษของไทย มีความครบถ้วนดีแล้ว ทั้งในระดับชาติ ระดับท้องถิ่น และองค์กรต่างๆ แต่เนื่องจากเป็นการริเริ่มการจัดการ จึงทำให้ยังไม่มีความสมบูรณ์ ครบถ้วนในทุกด้าน แต่เราสามารถนำรูปแบบหรือแนวทางการจัดตั้งชั้นเรียนพิเศษ มาปรับใช้กับระบบการศึกษาของเรา โดยใช้คู่ขนานไปกับการเรียนการศึกษาปกติด้วย.
***********************
ข่าวดี: Eduzones Magazine ฉบับพิเศษล่าสุด วางแผงเดือนสิงหาคมนี้ พบเรื่องราวเจาะลึกเส้นทางสู่ "แอร์ สจ๊วต" ครบถ้วน อ่านแล้วรับรองได้"ติดปีก" แน่นอน...หาซื้อที่ซีเอ็ดบุ๊คทุกสาขาทั่วประเทศ
นอกจากนี้ยังติดตามสุดยอดพ็อกเก็ตบุ๊ค"สาขาแห่งอนาคต" พิมพ์ครั้งที่ 2 เนื้อหาปรับปรุงใหม่วางแผงแล้ววันนี้ที่ซีเอ็ดบุ๊คทุกสาขาทั่วประเทศ
พิเศษสุด ติดตามเรื่อง"รวย เท่ นักบิน" และเรื่องน่าสนใจอื่น ๆ อีกมากมายได้ที่แม็กกาซีนการศึกษาออนไลน์ฉบับแรกในประเทศได้ที่ www.108ezine.com
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (0)
แสดงความคิดเห็น